วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เพิ่มคำอธิบายภาพ
สารประกอบไนโตรเจนมีความสำคัญต่อตู้ปลาทะเลอย่างไร
นักเลี้ยงตู้ทะเลทุกคน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำความรู้จักกับสารประกอบประเภทไนโตรเจน เนื่องจากมันเกี่ยวพันถึงความสำเร็จ หรือ ความอยู่รอดของ ปลา หรือ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ท่านเลี้ยงทีเดียว
ไนโตรเจน เป็นธาตุหมู่ 5 เช่นเดียวกับ ฟอสฟอรัส ซึ่งประกอบไปด้วยอิเล็คตรอนจำนวน 7 ตัว และมี อิเล็คตรอนที่เป็นตัวก่อพันธะหลัก ๆ อยู่ 5 ตัว ( สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเคมีทั่วไป )
ไนโตรเจน ถูกแทนชื่อด้วย อักษร N ในตารางธาตุ ย่อมาจาก Nitrogen และไนโตรเจนในโลกนี้ มีลักษณะการดำรงอยู่คือ เป็น ส่วนประกอบในอากาศ ถึง เกือบ 79 % และเป็นไนโตรเจนที่เป็นรูปทั้งสารอนินทรีย์และสารอินทรีย์ ( Inorganic and Organic )
วัฏจักร ก็ คือการเปลี่ยนแปลง หมุนเวียน จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง และกลับมาจุดเดิม ดังนั้น วัฏจักรไนโตรเจน จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจนในรูปแบบต่าง ๆ จนกลับมาสู่จุดเดิม
ทำไมนักเลี้ยงจึงต้องรู้จักสารประกอบไนโตรเจนด้วย?
เพราะว่าอย่างที่รู้กันในข้างต้นว่า ไนโตรเจนเป็นสารประกอบทั้งสารอนินทรีย์และสารอินทรีย์ ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสารอินทรีย์โดยเฉพาะกรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของโปรตีน ที่เป็นอาหารที่เราให้กับปลาของเรา ขณะเดียวกัน ไนโตรเจนก็ยังเป็นส่วนประกอบของก๊าซแอมโมเนีย และ ก๊าซไซยาไนด์ ที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ดังนั้น หากเราไม่ทำความเข้าใจ ก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เราไม่สามารถเลี้ยงปลาให้อยู่รอดในตู้ได้ นั่นก็คือโรคตู้ใหม่ หรือ New Tank Syndrome ซึ่งเป็นอาการที่นักเลี้ยงหน้าใหม่มักจะประสบ และทำให้ปลาตายจนท้อไปหลายคน แต่อาการเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยการศึกษาก่อนลงมือทำ
อาหาร ---> แอมโมเนีย ---> ปลาตาย
ดังนั้นหากเราต้องการเลี้ยงปลาให้อยู่รอด เราจึงต้องทำการกำจัดแอมโมเนีย ทิ้งไป แล้วปลาจะไม่ตาย
อาหาร ---> แอมโมเนีย ---> ปลาไม่ตาย
แต่วิธีการกำจัดแอมโมเนียออกไปเฉย ๆ โดยไม่มีที่มาที่ไปนั้น เป็นเพียงในนิยาย ในความเป็นจริง การกำจัดแอมโมเนียออกไป จึงมีกรรมวิธีมากกว่านั้น คือ
  • เอาอาหารออกไป
  • เอาแอมโมเนียออกไป
  • เปลี่ยนรูปแอมโมเนียไปเป็นตัวอื่น
วิธีการที่เอาอาหารออกไป ก็คือ การลดอาหาร ซึ่งจะทำให้ปลาขาดอาหาร และอีกวิธีคือเอาผลผลิตจากอาหาร ( ก็คือ ขี้ปลา ) ออกไป โดยการใช้ระบบกรองที่มีการนำออก เช่น สกิมเมอร์ หรือใยแก้ว ที่เปลี่ยนบ่อย ๆ แต่วิธีการทั้งสองอย่าง ก็ไม่สามารถกำจัดขี้ปลาออกได้ 100 % ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแอมโมเนีย
จึงต้องมีการนำแอมโมเนียออกไปจากระบบ ( เช่นการใช้ตัวดูดซับแอมโมเนีย ) และเช่นเดียวกัน วิธีนี้ก็เหมือนวิธีแรก คือได้ผลไม่ครบ 100% ดังนั้น เราจึงต้องใช้หลายวิธีด้วยกัน และ ส่วนที่เหลืออยู่ของแอมโมเนียและอาหาร ก็คือ การเปลี่ยนรูปแอมโมเนีย ไปเป็นตัวอื่น ก็คือ อาศัยขั้นตอนที่อยู่ในวัฏจักรไนโตรเจนนั่นเอง

ตัวอย่างวัฏจักรอย่างง่ายของสารประกอบไนโตรเจน ( ภาพวาดแสดงเพื่อทำความเข้าใจ ยังไม่ซับซ้อนเท่าของจริง ในธรรมชาติ)

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

  ทุ่งทานตะวัน ตั้งอยู่ที่บริเวณเขตติดต่อระหว่าง จังหวัดลพบุรี และ จังหวัดสระบุรี ตามเส้นทางสายพัฒนานิคม-วังม่วง มีการทำไร่ทานตะวันกันมากในช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ริมฝั่งถนนจะสะพรั่งไปด้วยสีเหลืองทองอร่าม งดงามกว้างไกลสุดสายตาของดอกทานตะวัน บานชูช่อเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ผ่านมาบริเวณนี้เป็นอย่างมาก



ทุ่งทานตะวัน
ทุ่งทานตะวัน

จังหวัดลพบุรี 

          สำหรับจังหวัดลพบุรีมีการปลูกทานตะวันมากที่สุดในประเทศไทย คือ ประมาณ 200,000 – 300,000 ไร่ ดอกทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม โดยแหล่งที่ปลูกทานตะวัน จะกระจายอยู่ทั่วไปในเขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม อำเภอชัยบาดาล พื้นที่ที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ บริเวณเขาจีนและใกล้วัดเวฬุวันตำบลโคกตูมอำเภอเมือง การเดินทางลพบุรี ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน (ลพบุรี - สระบุรี) ถึงกิโลเมตรที่ 4 เลี้ยวซ้าย ไปตามทางหลวงหมายเลข 3017 (ทางไปตำบลโคกตูม) ระยะทางประมาณ 8 กม. จะถึงทางเข้าวัดเวฬุวัน (ด้านซ้ายมือ) เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงทุ่งทานตะวัน สำหรับรถโดยสารประจำทาง มีรถสองแถวลพบุรี - วังม่วง ผ่านทางเข้าวัดเวฬุวัน รถออกจากสถานีขนส่งลพบุรี ระหว่างเวลา 06.20 - 17.00 น.

กุหลาบแห่งรัก

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ

กายวิภาคของกุหลาบ
กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้ากันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขาย เป็นอันดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอก ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ พ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยประเทศที่ปลูกกุหลาบรายใหญ่ของโลกได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอกประมาณ 5,500 ไร่ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี มีการขยายตัวของพื้นที่มากที่สุดใน อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันประมาณว่ามีพื้นที่การผลิตถึง 3,000 ไร่ เนื่องจาก อ.พบพระ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม พื้นที่ไม่สูงชัน และค่าจ้างแรงงานต่ำ (แรงงานต่างชาติ) การผลิตกุหลาบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ การผลิตกุหลาบในเชิงปริมาณ และการผลิตกุหลาบเชิงคุณภาพ การผลิตกุหลาบเชิงปริมาณ หมายถึงการปลูกกุหลาบในพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือปลูกในพื้นที่ราบ ซึ่งจะให้ผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เช่น ดอกและก้านมีขนาดเล็ก มีตำหนิจากโรคและแมลง หรือการขนส่ง อายุการปักแจกันสั้น ทำให้ราคาต่ำ การผลิตชนิดนี้ต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ส่วนการผลิตกุหลาบในเชิงคุณภาพ นิยมปลูกในเขตภาคเหนือ และบนที่สูง โดยปลูกกุหลาบภายใต้โรงเรือนพลาสติก ในพื้นที่จำกัด มีการจัดการการผลิตและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี ใช้แรงงานที่ ชำนาญ ทำให้กุหลาบที่ได้มีคุณภาพดี และปักแจกันได้นาน ตลาดของกุหลาบคุณภาพปานกลางถึงต่ำ (ตลาดล่าง) ในปัจจุบันถึงขั้นอิ่มตัว เกษตรกรขายได้ราคาต่ำมาก ส่วนตลาดของกุหลาบที่มีคุณภาพสูง (ตลาดบน) ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง ทำให้ยังต้องนำเข้าดอกกุหลาบจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น
ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตกุหลาบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม คือพื้นที่สูงมากกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หากปลูกในที่ราบจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ดังนั้นการผลิตกุหลาบมีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น